เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายให้เหมาะกับที่บ้าน...

พูดเรื่องเทคโนโลยีไร้สายในปัจจุบัน หันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึงค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะกับระบบเครือข่าย ที่แค่หิ้วโน้ตบุ๊กก็สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องต่อสายแต่อย่างใด เรื่องราวของเน็ตเวิร์กไร้สาย ก็อย่างที่ได้กล่าวกันไปแล้วใน Cover Story ฉบับก่อนๆ เรียกว่าหากใครสนใจใคร่รู้เรื่องระบบเครือข่ายไร้สาย คงจะเข้าใจกันไปพอสมควรแล้ว

ทีนี้ก็มีบางประเด็นที่น่าสนใจ สำหรับคนที่อยากนำเครือข่ายไร้สายไปประยุกต์ใช้งานด้วยตัวเอง ว่าควรต้องรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง โดยเนื้อหาในฉบับนี้ ผมขอนำคุณผู้อ่านเข้าสู่โลกไวร์เลสส์เน็ตเวิร์กกันอีกครั้ง เพื่ออัพเดตเนื้อหา รวมถึงการนำระบบเครือข่ายไร้สายไปใช้งานจริงด้วย

เลือกระบบให้ถูกต้อง

ระบบเครือข่ายไร้สาย หรือที่เห็นกันบ่อยๆ ในชื่อ 802.11 นั้น เป็นหนึ่งในสมาชิกของระบบเครือข่ายตามมาตรฐานของ IEEE ซึ่ง 802.11 คือมาตรฐานของเครือข่ายไร้สาย หรือจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Wireless Ethernet ก็ได้ เพราะจะทำงานในรูปแบบคล้ายๆ กัน สำหรับระบบ 802.11 มีการแบ่งใช้งานอยู่ 3 มาตรฐานด้วยกัน นั่นคือมาตรฐาน a b และ g ซึ่งมาตรฐาน b กับ g นั้น จะทำงานในย่านความถี่ ISM Band ที่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ส่วนมาตรฐาน a จะทำงานในย่านความถี่ ISM band 5.7 กิกะเฮิรตซ์ โดย a กับ g สามารถทำงานร่วมกันได้ ส่วน g ถือเป็นวิวัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของ b เพื่อเพิ่มความสามารถในการถ่ายโอนข้อมูลให้สูงกว่าเดิม

ISM band คืออะไร? ISM ย่อมาจาก Industrial Sciences Medicine หรือคลื่นความถี่สาธารณะสำหรับอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และการแพทย์ โดยย่านความถี่สำหรับคลื่นวิทยุในโลกนี้ จัดได้ว่ามีการควบคุมการเป็นเจ้าของหรือใช้งาน ซึ่งงานวิจัยสำหรับการขอคลื่นความถี่มาใช้งานทำได้ค่อนข้างยาก จึงมีการตั้ง ISM band นี้ขึ้นมาสำหรับการวิจัยโดยเฉพาะ โดยแบ่งเป็นสามย่านความถี่ คือ 900 เมกะเฮิรตซ์, 2.4 กิกะเฮิรตซ์ และ 5.7 กิกะเฮิรตซ์ สำหรับ Wireless Network 802.11 จะใช้สองย่านความถี่หลัง แต่เนื่องจากความถี่ 5.7 กิกะเฮิรตซ์ นั้น มีการยอมให้ใช้ได้เฉพาะบางประเทศเท่านั้น (ส่วนที่เหลืออาจจะถูกจัดสรรไปให้กับองค์กรต่างๆ ก่อนจะมีการประกาศ ISM Band ออกมา) ทำให้มาตรฐาน a ไม่สามารถใช้งานได้ในประเทศบางประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย เราจึงใช้งานได้เฉพาะ 802.11b และ g เท่านั้น (การพัฒนามาตรฐาน g ก็มาจากเหตุผลนี้เช่นกัน)

มาตรฐาน b และ g ต่างกันอย่างไร ?

ในที่นี้ขอพูดเพียงแค่มาตรฐาน b และ g เท่านั้น ส่วน a คงต้องตัดออกไป เพราะยังไงก็ไม่สามารถจะนำมาจำหน่ายอย่างถูกกฏหมายในบ้านเราได้ ซึ่งรายละเอียดของความแตกต่างระหว่างมาตรฐาน b และ g นั้น จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง และลงรายละเอียดด้านเทคนิคค่อนข้างมาก ทั้งในเรื่องของการโมดูเลชันที่แตกต่างกัน การเข้ารหัส รวมทั้งการคอมเพรสชัน แต่สรุปโดยรวมก็คือ มาตรฐาน b กับ g จะแตกต่างกันในเรื่องของแบนวิดธ์ในการส่งข้อมูลเป็นหลัก โดยที่มาตรฐาน b ทำได้เพียง 11 เมกะบิตต่อวินาทีเท่านั้น ส่วน g สามารถทำได้ถึง 54 เมกะบิต (ซึ่งอันที่จริงความเร็ว 11 เมกะบิต และ 54 เมกะบิตที่ว่า จะมีอัตราการส่งข้อมูลได้เพียง 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เท่ากับว่า 11 เมกะบิต จะเหลือเพียงประมาณ 6 เมกะบิต ส่วน 54 เมกะบิต เหลือเพียง ประมาณ 30 เมกะบิต ส่วนที่เหลือจะเป็นการโอเวอร์เฮด เพื่อทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการส่งข้อมูลน้อยที่สุด)

นอกเหนือจากเรื่องของความถี่แล้ว ยังมีผลในเรื่องของขอบเขตการใช้งานด้วย เช่น มาตรฐาน b จะมีรัศมีการให้บริการอยู่ที่ 100 ฟุต แต่ถ้าเป็น g จะลดลงมาอีก ซึ่งหมายความว่า g จะมีขอบเขตการให้บริการที่น้อยกว่า สาเหตุก็เพราะต้องการให้ข้อมูลส่งไปถึงปลายทางได้อย่างไม่มีข้อผิดพลาด หรือเกิดขึ้นน้อยที่สุด เนื่องจากว่ายิ่งไกลเท่าไหร่ อัตราการรบกวนของคลื่นวิทยุก็จะมีสูงขึ้นเท่านั้น ดังกล่าว หากใช้มาตรฐาน g ในระยะทางเท่ากับ b การรับส่งข้อมูลก็อาจเกิดความผิดพลาดได้มากกว่า เนื่องจากความหนาแน่นของข้อมูลของมาตรฐาน g นั้น มีมากกว่า b หลายเท่า

ย่านความถี่ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

ปัญหาอย่างหนึ่งสำหรับเครือข่ายไร้สายคือ การรบกวนกันของคลื่นสัญญาณ โดยเฉพาะย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์นั้น มีอุปกรณ์มากมายที่ใช้งานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตู้ไมโครเวฟ โทรศัพท์บ้านไร้สาย และอุปกรณ์ Bluetooth ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ หรือว่าพีดีเอ ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดที่กล่าว ต่างก็สามารถรบกวนการส่งสัญญาณของเครือข่ายไร้สายได้ แถมที่หนักหนาสาหัสก็คือ หากมีการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ใกล้เครือข่ายไร้สายมากๆ เครือข่ายไร้สายนั้นๆ ก็อาจจะใช้งานไม่ได้ทีเดียว

แล้วเราจะทำอย่างไรดี? อันที่จริงจากการพัฒนามาโดยตลอดทำให้ปัญหาเหล่านี้ลดน้อยลง เช่น โมโครเวฟก็มีการซิลด์ที่ดีขึ้น มีการรั่วไหลของคลื่นไมโครเวฟน้อยลง จึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใดสำหรับระบบเครือข่ายไร้สาย แต่ที่ดูจะเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันก็คือ คลื่นบลูทูธ และโทรศัพท์บ้านไร้สายในย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งทางแก้ที่ดีที่สุดในตอนนี้คือ การงดใช้อุปกรณ์ประเภทนี้ในขอบเขตการใช้งานเครือข่ายไร้สาย อย่างไรก็ตาม ยังโชคดีอยู่บ้างที่ระบบจะกลับมาทำงานได้อีกครั้ง หลังจากที่ปิดหรืองดใช้อุปกรณ์ดังกล่าวไปแล้ว

ไม่เพียงแค่อุปกรณต่างระบบเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้งานต่างมาตรฐานกันด้วย เช่น หากต้องการนำมาตรฐาน g ไปใช้กับ b ประสิทธิภาพก็จะเหลือเพียง b เท่านั้น ดังนั้น การใช้งานจึงควรจะใช้ร่วมกับมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพสูงสุด

การวางระบบเครือข่ายไร้สาย

ทีนี้มาดูกันครับว่า เราจะวางระบบไร้สายกันยังไง เพราะระบบไร้สาย จะแตกต่างจากระบบที่ใช้สายในบางส่วน อย่างที่เรารู้กันว่า เน็ตเวิร์กตามบ้านสามารถเชี่อมต่อกันระหว่างเครื่อง หรือจะใช้ฮับ (Hub) เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ ซึ่งในระบบไร้สายเองก็เช่นกัน ที่มีการเชื่อมต่ออยู่สองแบบ นั่นคือแบบที่เรียกว่า Ad Hoc Network และ อีกแบบเรียกว่า Infrastructure Network โดยทั้งสองแบบนี้ จะแตกต่างกันในเรื่องของการทำงานและโครงสร้างในการรับส่งข้อมูล สำหรับ Ad hoc network นั้น เปรียบเสมือนการเชื่อมต่อระหว่างการ์ด Wireless เข้าหากันโดยตรง เรียกว่าเป็นการเชื่อมต่อแบบ Direct ก็ได้ ส่วน Infrastructure จะเป็นการเชื่อมต่อผ่านทางแอ็กเซสพอยนต์หรือจุดให้บริการในการเชื่อมต่อ ที่เป็นเหมือนฮับหรือสวิตช์นั่นเอง ซึ่งแอ็กเซสพอยนต์นี้ สามารถต่อเข้ากับระบบเน็ตเวิร์กที่มีอยู่เดิมได้ และสะดวกสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างเน็ตเวิร์กเดิมกับเครือข่ายไร้สายอันใหม่

สำหรับการใช้งานในวงเน็ตเวิร์กภายในบ้าน หากคุณมีระบบเน็ตเวิร์กอยู่แล้ว ก็สามารถติดตั้ง Access Point เข้ากับระบบเครือข่ายได้เลย โดยเชื่อมต่อ Access Point เหมือนกับอุปกรณ์เน็ตเวิร์กตัวหนึ่ง เพียงเท่านี้ ก็สามารถให้บริการอุปกรณ์ไวร์เลสส์อื่นๆ ได้แล้ว

แต่หลังจากการติดตั้ง Access Point เราต้องระวังอยู่อย่างหนึ่ง เพราะโดยปกติแล้ว แอ็กเซสพอยนต์ที่มาจากโรงงานจะยังไม่มีการเซตค่าความปลอดภัยให้ ดังนั้นใครก็ตามที่อยู่ในรัศมีทำการของ Access Point ก็สามารถจะใช้บริการได้ทันที ทางที่ดีจึงควรจะเลือกเซตค่าการป้องกันให้กับแอ็กเซสพอยนต์เสียก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ ก็จะมีซอฟต์แวร์แถมมาพร้อมกับแอ็กเซสพอยนต์ด้วย เพื่อการใช้งานที่ปลอดภัยมากขึ้น

การติดตั้ง Access Point มีข้อควรระวังคือ เรื่องของการกระจายสัญญาณ เพราะการรับส่งข้อมูลผ่านทางคลื่นวิทยุนั้น ย่อมจะมีข้อจำกัดในเรื่องของระยะทางและสิ่งกีดขวาง ที่จะทำให้คลื่นวิทยุส่งไปไม่ถึง โดยเฉพาะการส่งข้อมูลระหว่างชั้น เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนหรืออาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ มักจะมีการฝังวัสดุที่เป็นเหล็กเอาไว้ภายใน ซึ่งสามารถดูดซับคลื่นวิทยุเอาไว้ ทำให้เคลื่นวิทยุไม่สามารถส่งผ่านตัวกลางเหล่านี้ได้อย่างสะดวก เรียกว่าหากผนังห้องมีการฝังเหล็กเส้นเอาไว้จำนวนมาก คลื่นวิทยุก็จะไม่สามารถส่งผ่านผนังไปได้ ปัญหาที่พบบ่อยๆ ก็คือ การติดตั้งแอ็กเซสพอยนต์ที่อยู่คนละชั้นกับเครื่องที่ต้องการใช้งานแล้วเกิดปัญหา เพราะด้วยขนาดของเพดานที่กั้นกลางระหว่างชั้น จะทำให้สัญญาณส่งไปไม่ถึงนั่นเอง

ในกรณีที่คุณติดตั้ง Wireless Network ภายในบ้าน มีความสะดวกอยู่อย่างหนึ่งคือ คุณไม่จำเป็นต้องเดินสายไปมาระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ เพียงแต่ติดตั้งแอ็กเซสพอยนต์และเสียบปลั๊กเพื่อใช้งาน ก็สามารถจะเชื่อมต่อเข้าหากันได้ทันที โดยอาจจะกำหนดหมายเลขไอพีให้กับคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่อยู่ในระบบ โดยไม่จำเป็นต้องต่อสายเน็ตเวิร์กเข้ากับแอ็กเซสพอยนต์แต่อย่างใด ซึ่งแอ็กเซสพอยนต์จะเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เอง ข้อควรระวังก็คือ เรื่องของสัญญาณที่ต้องครอบคลุมทุกจุดที่เราต้องใช้งาน

เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

ในปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมีบทบาทอย่างมากที่จะช่วยให้คุณก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ได้ฉับไวมากกว่าเดิม โดยเฉพาะ ADSL ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งสำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตตามบ้าน โดยเราสามารถแชร์การใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้กับคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องผ่านทางไวร์เลสส์ได้ สิ่งที่จำเป็นก็คือ การเลือกใช้โมเด็มแบบเราเตอร์ที่สามารถต่อกับระบบเครือข่ายได้เลย โดยไม่ต้องผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน แล้วนำแอ็กเซสพ้อยนต์ ไปต่อกับโมเด็มเราเตอร์ เพียงเท่านี้เราก็สามารถใช้บริการไวร์เลสส์อินเทอร์เน็ตภายในบ้านได้แล้ว โดยที่คุณไม่ต้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์

แต่หากเราไม่มีโมเด็มแบบเราเตอร์ งานนี้ก็ต้องอาศัยพึ่งพาคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นแม่ข่ายในการต่อใช้งาน และให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายกันละครับ ซึ่งวิธีการก็คือ ต่อแอ็กเซสพ้อยนต์เข้ากับคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมกับโมเด็มผ่านทางช่องทางอีเธอร์เน็ต ซึ่งก็สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายได้เช่นเดียวกัน แต่จำเป็นต้องเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นตลอดเวลายามที่ใช้อินเทอร์เน็ตไร้สาย

ราคาและค่าใช้จ่าย

ข้อดีของการใช้งานเครือข่ายแบบไร้สายก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องเดินสายเคเบิลไปมาระหว่างห้อง เพียงแค่มีจุดบริการของแอ็กเซสพอยนต์เท่านั้นก็ใช้งานได้แล้ว ซึ่งราคาโดยประมาณของแอ็กเซสพอยนต์ จะอยู่ที่ราวๆ 4-5000 บาท ส่วนราคาของการ์ดเน็ตเวิร์กนั้น โดยรวมก็ไม่ได้สูงมากนัก สำหรับเครือข่ายแบบ b จะอยู่ที่ประมาณ 1000 ถึง 2000 บาท ส่วนแบบ g นั้นจะสูงขึ้นมาหน่อย คือราวๆ 1500 ถึง 3000 บาท และการ์ดเน็ตเวิร์กก็มีขายทั้งที่เป็นแบบ PCI และ PCMCIA การ์ด เราจึงเลือกซื้อมาติดตั้งกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเดสก์ทอปหรือว่าโน้ตบุ๊ก

สำหรับโน้ตบุ๊กส่วนใหญ๋ในปัจจุบัน จะยังคงติดการ์ดไวร์เลสส์มาตรฐาน b มาให้เป็นส่วนมาก แต่สำหรับเครื่องรุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งออกมา อาจจะติดแบบ b หรือ g มาให้ ซึ่งก็นับว่าสะดวกมาก เพราะคุณไม่จำเป็นต้องอัพเกรดการ์ดเน็ตเวิร์กเพิ่มเติมในภายหลัง 

คอมพิวเตอร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

คอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้เราเรียกว่า ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้แก่ เหล่าสิ่งประดิษฐ์และเครื่องจักรกลที่ช่วยการคำนวนที่ยังไม่ได้นำความสามารถทางอเล็กทรอนิกส์มาใช้ ซึ่งเราขอกล่าวสรุปถึงชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการกำเนิดคอมพิวเตอร์

ในปี ค.ศ. 1642 Blaise Pascal นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ผลิตเครื่องบวกเลขขึ้น โดยใช้หลักการของการหมุนของฟันเฟือง และการทดแทนเลข เมื่อฟันเฟืองหมุนไปครบรอบ โดยแสดงตัวเลขจาก 0-9 โชว์บอกที่หน้าปัด ซึ่งมีเลขอยู่ 8 หลัก สิ่งประดิษฐ์ที่ว่านี้เรียกว่า Pascaline Calculator

ในปี ค.ศ. 1671 นักปรัชญาชาวเยอรมันคือ Softfriend Wilhelm von Leibniz ได้ปรับปรุงเครื่องคิดเลข Pascal ให้ทำงานได้คล่องตัวโดยไม่ติดขัด และยังสามารถทำการคูณและหารได้ด้วยหลักของการบวก (และลบ) กันหลาย ๆ ครั้ง

Charles Babbage ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ประดิษฐ์เครื่อง Difference engine ขึ้นในปี ค.ศ. 1822 เพื่อใช้ในการคำนวณค่าโพลิโนเนียล (Polynomial) จากนั้นเขาก็ได้หันเหไปประดิษฐ์เครื่อง Analytical engine ซึ่งนับว่าเป็นต้นแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์

ในปี ค.ศ. 1896 Hollerith ได้ตั้งบริษัท Tabulating Machine Company เพื่อขายเครื่องจักร และบัตรเจาะรู เพื่อใช้งานทางด้านธุรกิจ่างๆ และในปัจจุบันบริษัทของ Hollerith นี้ก็คือส่วนหนึ่งของบริษัทไอบีเอ็ม

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น George Boole นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้คิดระบบพีชคณิตแบบใหม่ได้แก่ Boolean Alyebra ซึ่งใช้อธิบายหลักเหตุผลทางตรรกวิทยาโดยใช้สภาวะเพียงสองอย่างคือ 1 และ 0 ร่วมกับเครื่องหมายในเชิงตรรกะพื้นฐาน

 

 

กำเนิดเครื่องคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์

เครื่องมือทั้งลายที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของคอมพิวเตอร์ล้วนเป็นเครื่องจักรซึ่งประกอบด้วยฟันเฟือง คาน ลูกรอก ซึ่งส่วนมากมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก จึงทำให้การทำงานมีความช้าและผิดพลาดอยู่เสมอ ดังนั้นในยุคต่อมาของกำเนิดคอมพิวเตอร์จึงเป็นการคิดค้นที่หันเข้าสู่เครื่องจักรที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักน้อยลง

 

ในปี ค.ศ. 1931 Howard H.Aiken ได้เริ่มพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นที่มหาลัยฮาร์วาร์ด โดยอาศัยแนวคิดของบัตรเจาะรูเป็นสื่อนำข้อมูลเข้า พร้อมด้วยการทำงานแบบเครื่องจักรกลไฟฟ้า และการพัฒนาดังกล่าวนี้ได้เสร็จสิ้นลงในปี ค.ศ. 1944 ภายใต้การสนับสนุนด้านการเงิน และบุคลากรจากไอบีเอ็ม Mark I จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า IBM. Automatic Setwence Controlled Calculator

ในปี ค.ศ. 1939 Dr. John V. Atansoft นักฟิสิกส์แห่ง iowa state college ได้สร้างผลงานชิ้นสำคัญแก่วงการคอมพิวเตอร์ แต่ผลงานมักจะถูกหลงลืมและไม่ได้เป็นที่กล่าวขวัญถึงบ่อยนัก อย่างไรก็ดีผลงานของ Atanasoft ซึ่งเรียกว่า ABC หรือ Atanasoft-Berry Computer ถือได้ว่าเป็นเครื่องดิจิตอลคอมพิวเตอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องแรกของ โดยได้นำหลอดสูญญากาศ (acaum tube) มาใช้แทนเครื่องจักรกลไฟฟ้า

 

คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 (ค.ศ. 1951 – 1958)

Eckert และ Mauchly ผู้พัมนาเครื่อง ENIAC นั้นนอกจากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีและยังมีหัวทางธุรกิจด้วย โดยเขาทั้งสองได้จัดตั้งบริษัท Eckert – Mxachly Computer Corporation ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความจริงว่าคอมพิวเตอร์สามารถถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนำมาใช้ในงานอื่นๆ

ในปี ค.ศ. 1950 เขาได้ขายธุรกิจของเขาให้แก่บริษัท Remington Rand Corporation ซึ่งได้สร้างเครื่อง UNIVAC I ขึ้นมาใช้ในการสำรวจสำมะโนประชากรประจำปี ค.ศ. 1951 จึงนับได้ว่า UNIVAC I เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่ถูกใช้งานในเชิงธุรกิจ

วิวัฒนาการในยุคต่างๆ มาของคอมพิวเตอร์อยู่ที่ก้าวหน้าทางอุปกรณ์อิเล็กทรอกนิกส์และคิดค้นวิธีการสร้างหน่วยความจำแบบต่างๆ ระบบหน่วยความจำที่เกิดขึ้นและนำมาใช้ในเครื่อง UNINAC II คือ การใช้วงแหวนแม่เหล็ก (haynetic core) ซึ่งนับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ และนำมาใช้เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมในคอมพิวเตอร์ยุคที่ 2

คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2 (ค.ศ. 1959- 1964)

เทคโนโลยีที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของคอมพิวเตอร์ยุคที่สอง ได้แก่ อุปกรณ์

ที่เรียกว่า “ทรานซิสเตอร์” (Transistor) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นด้วยฝีมือของนักฟิสิกส์ที่ศูนย์วิจัยเบลล์ เมื่อปี ค.ศ. 1948 และทรานซิสเตอร์ก็ได้เข้ามาแทนที่หลอดสูญญากาศที่ใช้อยู่ในวิทยุ โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์

เครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกได้กำเนิดขึ้นในสมัยคอมพิวเตอร์ยุคที่สองนี่เอง ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ คือ ระบบที่ถูกออกแบบให้สามารถทำการคำนวณได้เร็วกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้หลายเท่า ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ ได้แก่ เครื่อง CDC 6600 ซึ่งสามารถประมวลผลได้ 3 ล้านคำสั่งใน 1 วินาที ลูกค้ารายสำคัญของซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ในขณะนั้น ได้แก่ องค์กรของรัฐบาล และธุรกิจขนาดใหญ่

คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3 (ค.ศ. 1965 – 1970)

การปฏิบัติอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สำหรับคอมพิวเตอร์ครั้งแรกและครั้งสำคัญ ซึ่งนำไปสู่คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม ได้แก่ การคิดค้น “วงจรเบ็ดเสร็จ” (Integrated Circuit) หรือ IC ซึ่งได้แก่ สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ชิ้นเล็กๆ ที่สามารถบรรจุวงจรทางตรรกะ (Losic circuit) ไว้ได้หลายวงจร วงจรเหล่านี้จะถูกพิมพ์ลงบนซิลิกอน (Silicon) และเราเรียกมันว่า “ชิป” (Chip)

ในปี ค.ศ. 1965 บริษัท Digital Equipment Corporation (DIC) ได้เปิดตัวมินิคอมพิวเตอร์เครื่องแรกออกมาด้วยขนาดและราคาที่ย่อมเยากว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ เพื่อมุ่งหวังจะให้เป็นรุ่นที่ใช้ในธุรกิจขนาดเล็ก อย่างไรก็ดีแนวการออกแบบมินิคอมพิวเตอร์ ได้แก่ การที่ผู้ใช้สามารถทำงานโต้ตอบกับระบบได้หลายๆ คนพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังสามารถทำการเชื่อมต่อระหว่างระบบได้อีกด้วย

คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4

จากอดีตที่ผ่านมานั้นค่อนข้างจะเห็นถึงการแบ่งคอมพิวเตอร์ได้อย่างชัดเจนโดยสรุปได้สั้นๆ ว่า ยุคที่หนึ่งเป็นยุคของหลอดสูญญากาศ ยุคที่สองเป็นยุคของทรานซิสเตอร์ และยุคที่สามเป็นยุคของวงจรเบ็ดเสร็จแต่ตั้งแต่หลังคอมพิวเตอร์ในยุคที่สามเป็นต้นมา วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์ได้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกได้แก่ Altair 8800 ซึ่งจำหน่ายออกมาในรูปแบบของชุดเครื่องที่ผู้ใช้จะต้องนำมาประกอบและโปรแกรมให้ทำงานเอง ต่อมาในปี ค.ศ. 1977 Stephen wozniak และ Steven Jobs ได้เปิดตัวเครื่อง Apple ในขณะเดียวกันกับที่บริษัท Radio shack ได้แนะนำเครื่อง TRS-80 ออกสู่ท้องตลาด เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เหล่านี้ประกอบด้วยหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) จอภาพและภาษาโปรแกรมต่างๆ ในช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นยุคของเครื่อง Apple II เพราะนัยเป็นเครื่องที่มียอดขายสูงสุด

คอมพิวเตอร์มีอยู่ 5 แบบ

  1.  
    1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูงมาก แต่ยังต่ำกว่าซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ คือปกติสามารถทำงานได้รวดเร็ว ดังนั้นจึงมีผู้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (High performaince computer) คอมพิวเตอร์ประเภทนี้สามารถคำนวณเลขที่มีจุดทศนิยมด้วยความเร็วสูงมากขนาดหลายร้อยล้านจำนวนต่อวินาที งานที่ให้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ทำแค่ 1 วินาที ถ้าหากเอามาให้คนอย่างเราคิดแล้วอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าร้อยปี

    2. เมนเฟรม (Mainframe) หมายถึงคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูงมาก แต่ยังต่ำกว่าซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ คือปกติสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วหลายสิบล้านคำสั่งต่อวินาที จึงเหมาะสมกับการใช้งานทั้งในด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และธุรกิจโดยเฉพาะงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลจำนวนมากๆ

    3. มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer) หมายถึง คอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถสมรรถนะน้อยกว่าเครื่องเมนเฟรม คือทำงานได้ช้ากว่า และควบคุมอุปกรณ์รอบข้างได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตามจุดเด่นสำคัญของเครื่องมินิคอมพิวเตอร์คือ ราคาย่อมเยากว่าเมนเฟรม การใช้งานก็ไม่ต้องใช้บุคลากรมากนักนอกจากนั้นยังมีผู้ที่รู้วิธีใช้มากกว่าด้วย

       

       

    4. สถานีงานวิศวกรรม (Engineering workstation) หมายถึงคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานด้านวิศวกรรม เช่น การออกแบบ งานจัดการหน้าวารสาร และสิ่งพิมพ์หรืองานคำนวณที่ต้องการความเร็วสูง คำว่า “สถานีงาน” นั้นมีความหมายว่า เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบด้วย พร้อมเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานนั้งทำงานต่างๆ ได้ครบโดยไม่จำเป็นต้องลุกจากที่นั่งไปยังใช้อุปกรณ์ในห้องอื่นๆ ด้วยเหตุนี้สถานีงานจึงเหมาะที่จะใช้ในหน่วยงานวิศวกรรม

       

       

    5. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) หมายถึงคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กและใช้งานคนเดียว จึงนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal computer) คอมพิวเตอร์ประเภทนี้แหละที่เป็นตัวการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในโลกของคอมพิวเตอร์คือทำให้เกิดความสนใจในเรื่องคอมพิวเตอร์แพร่หลายไปสู่คนทุกอาชีพและทุกวัยอย่างเช่น ในเมืองไทยนี้เองก็มีนายแพทย์จำนวนมากสนใจซื้อคอมพิวเตอร์มาศึกษาจนถึงขึ้นเขียนโปรแกรมขึ้นมาช่วยงานของโรงพยาบาลได้

       

  2. โดย ดร.กรรชิต มาลัยวงค์

    จาก http://www.helloya1.8m.com/com.htm

ภัยจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

โรคต้อหินที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์

โรคต้อหินชนิดเรื้อรัง เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการใช้สายตา( Demand )และปริมาณเลือดแดงที่เข้ามาเลี้ยงเซลล์ประสาทตาภายในลูกตา( Supply ) เมื่อเซลล์ประสาทตาได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ จะค่อยๆทยอยเฉาตายลงไปเรื่อยๆ ความดันลูกตาที่สูงกว่าปกติ เป็นเพียงสาเหตุรองที่ต้านระบบไหลเวียนเลือด ทำให้ภาวะขาดเลือดดังกล่าวเลวลงไปอีก ประกอบกับการแสดงผลจากจอคอมพิวเตอร์ที่ตาเรารับได้นั้น
1.ตัวหนังสือบนจอคอมนั้น เป็นจุดเล็กๆมาประกอบกัน มีขอบไม่คมชัดเหมือนตัวหนังสือบน หนังสือกระดาษ ทำให้ลูกตาทำงานหนักในการจับโฟกัส
2.ตัวหนังสือบนจอคอมนั้น จมลึกลงไปในจอ ไม่ได้อยู่บนผิวหน้า เหมือนหนังสือกระดาษ
(ถ้าเป็นจอคอมที่เป็นจอแก้ว ตัวหนังสือจะยิ่งจมลึก) ทำให้ลูกตา ทำงานหนัก จับโฟกัสได้ลำบาก
3.จอคอม อยู่กับที่ ทำให้การอ่านใดๆ บนจอคอมนั้น ผู้ใช้ มักจะติดนิสัยในการใช้ "ลูกตา ลากอ่านตัวหนังสือ" ลากอ่านไปพร้อมๆ กับ จับโฟกัสไปด้วย ทำให้ลูกตาทำงานหนักมาก
(เพราะถ้าเราอ่านหนังสือ เรามักจะขยับแขน ขยับหนังสือเพื่อให้ สายตาปรับโฟกัสโดยไม่รู้ตัว ภาระหนักไปตกกับแขนในการเลื่อน ตาจึงไม่เสีย)
4.การเลื่อนของหน้าเวป หรือ หน้าจอคอมนั้น ไม่ว่าจะเลื่อนด้วยเม้าส์ หรือ เลื่อนด้วยแถบด้านข้าง
ก้อจะเลื่อนแบบกระตุกๆๆ ไม่ว่าจะพยายามให้เรียบเนียนอย่างไร ผลคือ สายตาจะต้องลากโฟกัสตัวหนังสือ ไปพร้อมๆ กับการกระตุกของ หน้าจ
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคต้อหินคือ "ความดันในลูกตาสูง"
เมื่อความดันในลูกตาสูง ขึ้น จะทำให้น้ำวุ้นในลูกตา ดันจอประสาทตา ด้านหลัง ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทตา ไม่สะดวก มีผลทำให้ประสาทตาเหล่านั้น ค่อยๆ ตายลงที่ละนิดๆ มีผลทำให้ การมองเห็นแคบลงๆ เรื่อยๆ
คนที่เป็นโรคนี้แบบมากๆ เวลาขับรถเก๋ง คนๆนั้น อาจจะมองไม่เห็นคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง
ถ้าอยากจะเห็นต้องหันหัวไปมอง ถึงจะเห็น ปัจจัยอีกอันนึงคือ อายุ ที่มากขึ้น
คนที่อายุมากกว่า 35 ปี ควรจะไปตรวจตาปีละสองครั้งครับ


ในอนาคต ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยโรคต้อหินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสภาพเศรษฐกิจที่รัดตัว ผู้คนจะทำงานหนักมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สายตา บวกกับความเจริญทางด้านไอที ทำให้มีการใช้คอมพิวเตอร์กันทั่วไป และจะพบผู้ป่วยโรคต้อหินอายุน้อยลงเรื่อยๆ ( จากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การเล่นเกมส์ และการใช้อินเตอร์เน็ต ) เป็นต้อหินรูปแบบใหม่ที่เกิดจากเซลล์ประสาทตามีความต้องการเลือดมาหล่อเลี้ยงมากกว่าปกติ ( More demand ) ซึ่งแตกต่างจากโรคต้อหินทั่วไปที่เกิดจากเลือดเข้ามาหล่อเลี้ยงน้อยกว่าปกติ ( Less supply ) และเป็นกลุ่มของโรคต้อหินที่ไม่จำเป็นต้องมีค่าความดันลูกตาสูง ทำให้วินิจฉัยได้ยาก เหมือนในประเทศญี่ปุ่น ที่ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคต้อหินชนิดความดันลูกตาปกติ มากที่สุดในโลก สอดคล้องกับงานวิจัยของ Dr.Masayuki Tatemichi, from Toho University, School of Medicine ที่รายงานการค้นพบความสัมพันธ์ของโรคต้อหินกับการใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อปี ค.ศ. 2004 แต่เนื่องจากไม่สามารถอธิบายกลไกการค้นพบดังกล่าวได้ จึงยังไม่มีใครเชื่อถือในขณะนั้น
โรคต้อหิน กำลังจะเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยและของประชากรโลกในอนาคตอันใกล้นี้
อาการของโรคต้อหิน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยรู้ตัวว่าเป็นต้อหิน และนำผู้ป่วยให้ไปพบจักษุแพทย์ ทำให้ได้รับการวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น อาการของโรคต้อหิน มีอะไรบ้าง ?

1. ตาพร่าตามัว เวียนหัวคลื่นไส้อาเจียน เห็นภาพเบลอซ้อน หรือตามืดบอดชั่วขณะหนึ่ง

2. เห็นจุดแสงดำขาวเต็มไปหมด หรือเห็นเป็นแสงระยิบระยับเมื่อมองไปกลางแดด <--ไอ้ข้อนี่แหละที่ผมเป็นสร้างความรำคาญให้มากมาย

3. ปวดในเบ้าตาลึกๆและปวดศีรษะข้างเดียวคล้ายไมเกรน หรือปวดจี๊ดขึ้นสมอง

4. ตรวจพบว่ามีสายตาสั้นขึ้นมาทันที และค่าสายตาขึ้นๆลงๆ ไม่แน่นอน

5. ตาจะพร่า เมื่อมองวัตถุบนพื้นที่มีแสงจัดหรือบนพื้นที่มันวาว

6. อ่านหนังสือไม่ทน ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือดูโทรทัศน์ ได้ไม่นาน
<--เพราะมันระยิบระยับไปหมดนี่แหละทำให้อ่านหนังสือไม่ทน T-T

7. เห็นดวงไฟมีแสงเจิดจ้า เป็นรัศมีกระจาย เห็นเป็นฝ้าหมอกหรือวงสีรุ้ง รอบดวงไฟ

8. เห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ หรือเห็นลำแสงวิ่งผ่านตา หรือเห็นเป็นเส้นหยักๆที่หางตา

9. มีความลำบากในการสังเกตุพื้นต่างระดับเวลาก้าวเดิน หรือเวลาขึ้นลงบันได

10. เห็นสีจืดจางลงหรือผิดเพี้ยนไป เห็นตัวหนังสือเลือนรางหรือแตกพร่า

11. การมองในที่มืดแย่ลง เห็นหน้าคนไม่ชัด และไม่กล้าขับรถในเวลากลางคืน <---มาจากระยิบระยับทั้งนั้นT-T

12. เวลาขับรถลงอุโมงค์ลอดทางแยกหรือเดินเข้าที่ร่มในเวลาแดดจัด ตาจะมืดบอดชั่วขณะ

13. เวลามองผ่านกระจกหน้ารถในทิศทางย้อนแสงอาทิตย์ ตาจะพร่าและสู้แสงไม่ค่อยได้

14. เวลากลางคืนมักจะเดินชนข้าวของเป็นประจำ ชอบที่จะเปิดไฟทุกดวงเท่าที่มี

15. มองสิ่งที่เคลื่อนที่เร็วๆไม่ทัน ทำให้ไม่มั่นใจเวลาขับรถหรือเดินข้ามถนนคนเดียว

16. ตาสู้แสงไม่ได้ ต้องใส่แว่นดำเป็นประจำ

17. เห็นแสงมืดลงไปเรื่อยๆ หรือเห็นเป็นหมอกควันอยู่ทั่วๆไป

18. ลานสายตาแคบเข้ามาเรื่อยๆ จนระยะท้ายเหมือนมองผ่านท่อกลม

ถ้ามีอาการอะไรสักสองสามข้อก็ควรไปพบแพทย์ได้นะครับ อย่ารอให้สายเกินแก้นะครับ ^^

การป้องกัน

การปรับแต่งหน้าจอคอมพิวเตอร์  เพราะมีผลต่อสายตาเป็นอย่างมาก สำหรับท่านที่ทรมานใช้มานาน โดยเฉพาะ จอระบบ CRT ( หลอดแก้ว )

จอระบบ CRT ทำงานโดยใช้การแสกนความถี่ จากบนลงล่าง และมีอัตราความถี่ในการสแกน ( Screen Refresh Rate ) ส่วนใหญ่ เวลาไปลงโปรแกรมตามร้าน บางร้านจะตั้งค่าต่ำๆ ไว้ เพื่อให้สามารถรองรับ จอระบบเก่าๆ 15 นิ้ว หรือ จอ LCD ได้

เพราะถ้าตั้งมากกว่า Screen Refresh Rate 60 Hertz ขึ้นไป จอ CRT รุ่นเก่า กับจอ LCD อาจรับสัญญาณไม่ได้

ดังนั้นแล้ว ความถี่ในการแสกนภาพ 60 Hertz สำหรับจอระบบ CRT จึงเป็นความถี่ต่ำ มีการกระพริบค่อนข้างจะสังเกตุได้ ทำให้ล้าสายตา เวลาใช้งานนานๆ และมีผลในระยะยาว และถ้ามีคลื่นสนามแม่เหล็กรบกวน เช่น. ใต้แอร์ ข้างพัดลม ใกล้ UPS จะยิ่งสั่นเป็นเจ้าเข้า เลยทีเดียว

แนะนำให้ท่านที่กำลังใช้งานจอระบบ CRT ให้ปรับ Screen Refresh Rate ไปที่ ความถี่ 85 Hertz ครับ แต่นั่นก็จะทำให้จอ ทำงานหนัก มากขึ้น อายุการใช้งานอาจสั้นลงไปนิดนึง ต้องแลกกันครับ ระหว่างสายตา กับ อายุการใช้งานของจอคอมฯ

สำหรับท่านที่ใช้ จอระบบ LCD ไม่ต้องปรับอะไรครับ เพราะจอระบบ LCD ไม่มีการสแกนภาพด้วยความถี่ แต่ให้ปรับ ระดับแสง อยู่ในระดับที่สบายตาที่สุด ไม่จ้า ไม่สลัวจนเกินไป โต๊ะทำงาน ควรมีแสงไฟมาจากทางด้านหลังของเก้าอี้คนนั่ง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ควรพักสายตา ทุกๆ 10 -20 นาที โดยการมองไปทางอื่นที่ไกลๆ เช่น. นอกหน้าต่าง

1. ไปตรวจลูกตา หรือ สายตา อย่างน้อยๆ ปีละ 1 ครั้งไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร อย่าคิดว่าเป็นโรคคนแก่
2. เล่นเนต หรือ เล่นคอม ให้น้อยลง เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
3. กลับไปอ่านหนังสือกระดาษ อย่าอ่านหนังสือ หรืออะไรที่เป็นตัวหนังสือ บนจอคอมอีก ถ้าไม่จำเป็น
4. เลิกใช้จอคอมแบบจอแก้วเสีย เพราะมีรังสี และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แพร่ออกมา มากกว่าจอแบบ LCD
สรุปคือ ควรกลับไปอ่านหนังสือกระดาษแบบเดิมๆและใช้สายตาให้น้อยที่สุด เล่นเนต เล่นคอม ให้น้อยที
และ ระยะห่างของหน้าจอคอมกับ ลูกตาเราก้อเหมือนกันปกติคนเราจะมีโฟกัสที่ 1 ฟุต
แต่เมื่อเราซื้อจอคอมใหญ่ๆ เช่น 17หรือ 19 นิ้วมาใช้ ทำให้เราต้องถอยหลังไปไกล เพื่อจับภาพทั้งหมดบนจอ ทำให้เกิด "การเพ่งอ่านตัวหนังสือขนาดเล็กในระยะไกล เกิดขึ้น"
พรัอมๆ ไปกับการลากสายตา ไปบนหน้าเวปที่กระตุกๆ เวลาเลื่อนขึ้นลง และจับโฟกัสไปด้วย ทำให้ลูกตาเสื่อมมาก
นี่คือสาเหตุที่คุณไม่ควรจะซื้อจอคอมเกิน 15 นิ้ว ถ้าใช้อ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว
และเป็นคำตอบที่ว่า

ทำไม ขนาดของกระดาษเอกสารที่ใช้ในการอ่าน จึงต้องเป็นขนาด A4 (เพราะมันกว้างพอดี ในการใช้สายตาอ่าน ไม่เมื่อยคอ ไม่เมื่อยลูกตา)
รวมทั้งบางคนที่ชอบปรับแสงสว่างให้ถึงขีดสุด เพราะชอบเล่นเกมส์ เพราะเกมส์มักจะมีพื้นที่สีมืดๆ เด็กๆชอบปรับแสงให้สว่างมาก เพราะจะได้ภาพสวยชัดดี(อาจจะใช้คอมหลายคน แล้วเราขี้เกียจปรับแสงให้มืดเหมือนเดิม)มีผลทำให้เกิดโรคแพ้แสงสว่างเกิดขึ้นอีกด้วย
สรุปได้สั้นๆ คือ
"การเล่นเนต การอ่านหนังสือบนคอม ทำให้ลูกตาทำงานหนัก
เพราะต้องกวาดสายตา เพื่ออ่านหนังสือ ไปพร้อมกับการจับโฟกัสตัวหนังสือบนจอ และไปพร้อมๆ กับ การเลื่อนกระตุกของหน้าจอคอม มีผลทำให้ลูกตาทำงานหนักมาก และจะทำให้ลูกตาเสื่อม สายตาเสื่อมในระยะยาว เป็นผลทำให้เกิดโรคต้อหินขึ้น!!"
ปัจจัยความเสี่ยงในการเป็นโรคต้อหิน คือ
1.กรรมพันธ์
2.อาชีพที่ใช้สายตา
3.การใช้ยาสเตียรอยด์ บางอย่าง รวมทั้ง ซื้อยาหยอดตาเอง
เพิ่มปัจจัยพิเศษขึ้นมาคือ "การเล่นคอมพิวเตอร์"
..........................
ที่มา http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L7825682/L7825682.html

http://talk.mthai.com/topic/60139

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=diy-by-achita&month=30-05-2009&group=14&gblog=5